1.     การพิจารณาค่าจากการทดสอบ Atterberg Limits
ซึ่งการพิจารณาดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจทั้งในขั้นตอนของการออกแบบ และการควบคุมงานก่อสร้างในส่วนของระบบฐานราก เช่นจะใช้เสาเข็มระบบใด (เสาเข็มตอกหรือเสาเข็มเจาะ) ปลอกเหล็กกันดินพังควรจะฝังลึกเท่าไร จะต้องใช้ของเหลวช่วยป้องกันการพังของผนังหลุมเจาะหรือไม่ เหล่านี้เป็นต้น
     - หากดินมีค่า
water content (v) เข้าใกล้ค่า LL. หรือมีค่ามากกว่า หมายถึงดินที่ระดับความลึกนั้นมีสภาพอ่อน มีกำลังรับแรงเฉือนได้ต่ำแต่จะมีค่าทรุดตัวสูง
     - หากดินมีค่า water content (v) เข้าใกล้ค่า PL. หมายถึงดินที่ระดับความลึกนั้นมีสภาพแข็ง มีกำลังรับแรงเฉือนได้สูงแต่จะมีค่าทรุดตัวน้อย
     - หากดินมีค่า
Plasticity index (P.I. = LL. – PL.) มีค่าสูง หมายถึงดินที่ระดับความลึกนั้นมีกำลังรับแรงเฉือนได้ต่ำ แต่จะมีค่าทรุดตัวและบวมตัวสูง

2.     การพิจารณาค่าจากผลการทดสอบ SPT (N Blows/ft.)
ในที่นี้หมายถึงค่า N ที่ผ่านการปรับแก้ผลอันเนื่องมาจากอุปกรณ์ที่ใช้ (พลังงานที่ใช้ตอก) และผลของแรงเนื่องดินกดทับ (Overburden) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งความสำพันธ์ดังกล่าวเป็นค่าโดยประมาณ
     - หากเป็นดินประเภทดินที่มีความเชื่อมแน่น เช่น ดินเหนียว ถ้าค่า
N 15 หมายถึงดินที่ระดับความลึกนั้นเป็นดินเหนียวแข็ง
     - หากเป็นดินประเภทดินที่ไม่มีความเชื่อมแน่น เช่น ดินทราย ถ้าค่า
N 30 หมายถึงดินที่ระดับความลึกนั้นเป็นดินทรายแข็งซึ่งค่าดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นตัวช่วยตัดสินใจว่าเมื่อไหร่จึงจะใส่หรือไม่ใส่หัวชูเหล็กหล่อที่ปลายเสาเข็ม ซึ่งโดยทั่วไปหากค่า N 30 ก็ควรที่จะใส่หัวชู แต่เนื่องจากหัวชูมีหลายขนดคือ เล็ก กลาง และใหญ่ ดั้งนั้นจะเลือกใช้ขนาดเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับหน่วยแรงแบกทานที่จะเกิดที่หัวชูนั้นๆ ซึ่งต้องมีการคำนวณ แต่โดยทั่วไปมักให้เป็นหน้าที่ของโรงงานผู้ผลิตเสาเข็มที่จะใส่ให้ เพียงแต่ให้เราระบุขนาดของเสาเข็มและน้ำหนักบรรทุกออกแบบของเสาเข็ม

3.     พิจารณาค่า qu และ Su
     โดย qu หมายถึงค่า Unconfined compressive strength ของดินที่มีความเชื่อมแน่น ที่ได้จากการกดทดสอบดินตัวอย่างจนเกิดการวิบัติเนื่องจากการเฉือน โดยวิธีการทดสอบ Unconfined compressive test (P3 = 0) ค่าดังกล่าวนำไปใช้หาค่าของ Cohesion © ได้โดย c = qu/2
     Su
หมายถึงค่า Unconfined shear strength หรือกำลังรับแรงเฉือนของดิน แต่ในกรณีของดินเหนียวจะมีค่าเท่ากับ c (เพราะค่า Æ = 0) ค่าดังกล่าวโดยประมาณหาใด้จาก N/5 ตันต่อตารางเมตร
     ส่วนการที่จะนำผลการทดสอบที่ได้จากการเจาะสำรวจดินไปใช้ในการออกแบบฐานรากนั้นไม่ว่าจะเป็นค่ากำลังรับแรงแบกทานของดินสำหรับออกแบบฐานรากแบบฐานแผ่ และค่าแรงยึดเหนี่ยวที่ผิว ค่าแรงเสียดทานที่ผิว ค่าแรงแบกทานที่ปลายสำหรับออกแบบฐานรากเสาเข็ม (โดยทั่วไปในส่วนนี้ผู้ทำการเจาะสำรวจจะทำรายงานระบุขนาดและความยาวในการรับน้ำหนักบรรทุกที่ค่าต่างๆ มาให้เลือกใช้) ต้องเป็นผลที่ได้จากรายงานการเจาะสำรวจและข้อแนะนำของผู้ทำการเจาะสำรวจเป็นสำคัญ)

รูปที่ 1 ตาราง Soil boring test
รูปที่ 2 ตาราง Soil boring test

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *